แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Blog ธรรมะกับการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Blog ธรรมะกับการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

แค่เปลี่ยนมุมคิด โลกก็เปลี่ยนแล้ว



แค่เปลี่ยนมุมคิด โลกก็เปลี่ยนแล้ว

นั่นเป็นสิ่งที่ "ต้นกล้า นัยนา" กล่าวเกริ่นไว้ในหนังสือ "แค่เปลี่ยนมุมคิด โลกก็เปลี่ยนแล้ว"

"ชีวิตของเราจะเ+++่ยวเฉาหรือสดใส มันขึ้นอยู่กับตัวเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อนตัวเราเอง"

และ "ต้นกล้า นัยนา" มีคำแนะนำที่ดีๆ ไว้หลายอย่าง

" อย่ากลัวถ้าจะต้องล้มเหลว อย่าอายถ้าบางทีเราต้องพ่ายแพ้บ้าง เราไม่จำเป็นต้องชนะตลอด ไม่จำเป็นต้องเก๋ ต้องเด่นกว่าคนอื่นตลอดเวลา คนที่ไม่กลัวล้มเหลวจะเป็นคนสง่า เพราะหลังจากที่มีความพร้อมและเข้าใจในสิ่งที่จะทำอย่างดีแล้ว เขาก็จะทำ คิด พูด สร้างสรรค์อย่างมั่นใจ จะมีความสง่างามและมีเสน่ห์ในตัวเองได้"

" มีความรักและมีไฟในสิ่งที่ทำอยู่ เมื่อใดก็ตามที่เรารักในสิ่งที่เราทำ เราจะทำได้ดีและไม่รู้สึกเหนื่อย มีไฟ คือมีความอยากและกระตือรือร้นที่จะทำ และทุ่มเทอย่างเต็มที่"

"ใช้ ชีวิตอยู่ เพื่อวันนี้ แต่ก็อย่าลืมมองไปข้างหน้าด้วย ประเด็นก็คืออย่าไปพะวงถึงเรื่องที่ยังมาไม่ถึง อย่าไปกังวลถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เรื่องที่เป็นไปได้ คือเรื่องที่เราลงมือทำ และทำด้วยตัวเอง คิดช่วยเหลือตัวเองก่อน ก่อนที่จะคิดหวัง รอหรือขอใครมาชว่ยเหลือเรา"

และการใช้เวลาให้คุ้มค่าก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

" ต้องใช้เวลาของเราอย่างฉลาด เรามีเวลาเท่ากัน เท่ากับทุกคน ใช้เวลาให้สมดุล อย่าโหมงานมากเกินไปจนลืมเวลาพัก อย่าพักมากเกินไป บันเทิงเกินไปจนลืมเวลางาน ทุกอย่างจะต้องอยู่บนฐานของความพอดี เมื่อพอดีแล้วจะเกิดผลดี"

เช่นเดียวกับต้องเลือกใช้เวลากับมันให้เหมาะสม

"เลือกทำงานที่มั่นใจ งานที่ไม่มั่นใจอย่าเพิ่งไปทำ ทำแล้วอาจจะทำให้เสียเวลาเปล่า เลือกทำงานที่ถนัด แล้วเราจะทำได้เป็นผลดี"

เมื่อทำงานเต็มที่แล้วเราก็จำเป็นต้องตกรางวัลให้ตัวเอง

" เรื่องสำคัญคือการให้รางวัลตัวเอง ให้ตัวเองได้พักผ่อน ให้ตัวเองได้เที่ยว ให้ตัวเองได้ซื้อของที่อยากซื้อ แต่ไม่ใช่ให้รางวัลตัวเองตลอด เพราะว่ารางวัลที่ว่าจะกลายเป็นของธรรมดา ไม่มีความหมาย ความหมายของรางวัลคือคุณค่าของมัน คุณค่าที่เราสร้างขึ้น คุณค่าที่เราได้รับ มันรวมความภูมิใจ อิ่มเอมใจ และมันจะเป็นพลังให้เรา"

คนที่เห็นโลกหลายมุม ย่อมปรับตัวเพื่อ อยู่กับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าจดจำแค่ “มุมเดียว “


ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/14411.html

การกระทำที่ถือว่าเป็นกรรม

การกระทำที่ถือว่าเป็นกรรม




การกระทำที่ถือว่าเป็นกรรม


การกระทำที่ถือว่าเป็นกรรมที่มีผลส่งทอดสืบต่อในภพเบื่องหน้า

( กรรมในบทความนี้ หมายเอา กรรมที่มีผลสืบทอดต่อ ในความเป็นบุญ ความเป็นบาป อันจะนำพาให้ก่อภพชาติ )

หลักเกณฑ์ข้อที่ ๑ การกระทำโดยมีเจตนาเกิดขึ้นในตอนใดตอนหนึ่งถือว่าเป็นกรรมที่ต้องมีผลตกทอด เป็นบุญเป็นบาปตามการกระทำนั้นๆทั้งสิ้น ส่วนการกระทำที่ไม่มีเจตนา คือใจไม่ได้สั่งให้ทำ ไม่จัดว่าเป็นกรรมที่จะมีผลตกทอดเป็นบุญเป็นบาป เช่นคนเจ็บซึ่งมีไข้สูง เกิดเพ้อคลั่ง แม้จะพูดคำหยาบออกมา เอามือหรือเท้าไปถูกใครเข้าก็ไม่เป็นกรรม ในทางวินัยก็ยกเว้นให้พระที่วิกลจริตซึ่งล่วงเกินสิกขาวินัยไม่ต้องอาบัติ ทั้งนี้ก็โดยหลักเกณฑ์ที่ว่า ถ้าผู้ทำไม่มีเจตนา กระทำแล้วการกระทำนั้นก็ไม่เป็นกรรม

หลักเกณฑ์ข้อที่ ๒ ที่ว่า การกระทำนั้นจะต้องให้ผลเป็นบุญหรือเป็นบาป ก็เพื่อแยกการกระทำของพระอรหันต์ออกจากการกระทำของปุถุชน เนื่องจากพระอรหันต์เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ไม่มีความยึดถือในตัวตน การกระทำเรียกว่า อัพยากฤต ไม่นับว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว บุญและบาปก็ไม่มี การกระทำของพระอรหันต์จึงไม่เรียกว่า กรรม แต่เรียกว่า กิริยา ส่วนปุถุชนหรือแม้กระทั้งพระเสขะบุคคล ตั้งแต่โสดาบัน จนถึงอนาคามี ยังมีกิเลส หยาบบ้างละเอียดบ้างลดหลั่นกันไปตามภูมิธรรม ยิ่งเป็นปุถุชนแล้ว ความยึดมั่นยิ่งมีเต็มอัดตรา ในตัวตนอยู่ จะทำอะไรก็ยังยึดถือว่าตนเป็นผู้กระทำ การกระทำของปุถุชนจึงเป็นกรรม ย่อมจะก่อให้เกิดวิบากหรือผลเสมอกรรมดีก็ก่อให้เกิดบุญส่วนกรรมชั่วก็ก่อให้ เกิดบาป

คน บางคนเข้าใจว่ากรรมหมายถึง สิ่งไม่ดีคู่กับเวร หรือบาป เช่นที่เรียกว่า เวรกรรม หรือ บาปกรรม ตรงกันข้ามกับฝ่ายข้างดีซึ่งเรียกว่าบุญ ทั้งนี้เพราะเราได้ใช้คำว่ากรรมในความหมายที่ไม่ดี เช่นเมื่อเห็นใครต้องประสบเคราะห์ร้ายและถูกลงโทษ เราก็พูดว่ามันเป็นเวรกรรมของเขา หรือเขาต้องรับบาปกรรมที่เขาทำไว้ แต่ความจริงคำว่ากรรมเป็นคำกลาง ๆ หมายถึงการกระทำตามที่กล่าวมาแล้ว จะมุ่งไปในทางดีก็ได้ ทางชั่วก็ได้

ทางแห่งการทำกรรม จำแนกตามคุณภาพ หรือตามธรรมชาติที่เป็นมูลเหตุมี ๒ อย่าง คือ
๑.กรรมฝ่ายไม่ดีคือกรรมชั่วเรียกอกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมบถ
๒.กรรมฝ่ายดีเรียกกุศลกรรมหรือกุศลกรรมบถ


ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/14385.html

ทำอะไรทำจริง...งานเสร็จด้วยสัจจะ





ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/14394.html

ทำอย่างไรเมื่อถูกคนอื่นด่า

ทำอย่างไรเมื่อถูกคนอื่นด่า



ทำอย่างไรเมื่อถูกคนอื่นด่า

ใน ชีวิตประจำวัน เรามักจะถูกคนด่าว่า หรือนินทาให้เสียหาย ทั้ง ๆ ที่บางทีเราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด บางท่านทนไม่ได้ก็อาจด่าตอบ หรือนินทาตอบเพื่อให้หายแค้น บางท่านก็ทำใจได้ ไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วย ก็ดีไปอีกอย่าง

มีพระสูตรหนึ่งชื่อว่า “อักโกสกสูตร“ น่าจะนำมาใช้กับชีวืตประจำวันเราได้ไม่มากก็น้อย เรื่องมีอยู่ว่า… มีพราหมณ์คนหนึ่งไม่รู้ว่าโกรธแค้นพระพุทธเจ้ามาแต่ปางไหน พบพระพุทธองค์ก็เข้าไปด่า ในพระสูตรนั้นไม่ได้บอกว่าด่าว่าอะไร แต่บอกว่า “อสพุภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกุโกสติ ปริภาติ” แปลว่า บริภาษด้วยวาจาหยาบคาย มิใช่วาจาของสุภาพบุรุษ

เมื่อ พราหมณ์ด่าพระพุทธเจ้าจนพอใจแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า “ที่บ้านพราหมณ์มีผู้มาเยี่ยมบ้างไหม?” พราหมณ์ตอบว่า “มีสิ ข้าพเจ้าไม่ใช่คนไร้ญาติขาดมิตร” พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “เวลามีญาติมาเยี่ยมพราหมณ์เอาอะไรต้อนรับ“ พราหมณ์ก็ตอบว่า

“ก็เอาน้ำ ของขบเคี้ยวของกินมาต้อนรับ”

“เมื่อแขกมาที่บ้านท่าน ไม่กินไม่ดื่มของต้อนรับเหล่านั้น ของเหล่านั้นจะเป็นของใคร”

พระพุทธองค์ทรงตรัสถาม “ก็ตกเป็นของข้าพเจ้าซิ” พราหมณ์ตอบ

พระพุทธองค์ตรัสต่อว่า “เช่นเดียวกันนั่นแหละพราหมณ์ ท่านด่าเรา เราไม่รับคำด่านั้น คำด่านั้นก็ตกเป็นของท่าน” พราหมณ์ได้ยินดังนี้ถึงกับนิ่งเงียบเลย พระพุทธองค์จึงตรัสสอนต่อว่า

“ผู้ ใดโกรธตอบคนที่ด่า ผู้นั้นเลวกว่าคนด่าเสียอีก คนที่ไม่โกรธตอบคนที่ด่า นับว่าชนะสงครามที่ชนะได้แสนยาก คนที่มีสติยับยั้งชั่งใจ ไม่โกรธเวลาเขาด่า นับว่าทำประโยชน์ทั้งแก่ตนและคนอื่น แต่คนที่ทำได้เช่นนี้ คนไม่ถึงธรรมมักจะกล่าวว่า เป็นคนโง่”

พราหมณ์ เมื่อได้ฟังดังนี้ สำนึกในความผิดของตน ว่า ตนไม่สมควรด่าคนที่ไม่ควรด่าอย่างยิ่ง จึงปฏิญาณตนนับถือพระรัตนตรัย ทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา หลังจากบวชได้ไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์


ที่มา : ธรรมะนอกธรรมมาสก์ โดย เสถียรพงษ์ วรรณปก

ไม่รู้สึกกับคำ "ดูถูก"

ไม่รู้สึกกับคำ "ดูถูก"



ไม่รู้สึกกับคำ "ดูถูก"

ไม่รู้สึกกับคำ "ดูถูก"
เพราะไม่เคยดูถูกตัวเอง

ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าใครกำหนดชนชั้นในสังคม
ใครบอกว่าคนนี้ด้อยกว่าคนนั้น..คนนั้นเลิศกว่าคนนี้

"คนนั้นเขาดูถูกฉัน"..
"ฉันไม่ชอบให้ใครมาดูถูก"

ฉันว่าไม่มีใครมาดูถูกเราได้..
ถ้าหากเราไม่คิดดูถูกตัวเอง

คนที่เดือดร้อน..นั่นแสดงว่า..
เขาไม่มีความภูมิใจในตัวเอง

ลองนั่งอยู่กับตัวเองซักพัก..
และลองหาดูว่าตัวเองมีอะไรที่คนอื่นไม่มีบ้าง

ฉันไม่ได้หมายถึง..
กระเป๋ามียี่ห้อ..รองเท้าจากอิตาลี..หรือขับรถซีรี่ส์ 7

แต่หมายถึงสิ่งดี ๆ ที่มักมีใครหลายคนสรรเสริญเราให้ได้ยิน
เช่น...

เราเรียนเก่ง..
เป็นคนใจกว้าง..
เป็นคนที่เพื่อนรัก
ไม่เรื่องมาก...

แค่นี้เธอก็มีความพิเศษกว่าคนอื่นแล้ว..
สิ่งนี้แหละที่บ่งบอกว่า...

เป็นตัวเธอ...
มีคนเดียวในโลก..
และเธอก็น่าจะภูมิใจ

คนที่ดูถูกคนอื่น..
น่าสงสารกว่าเราอีกนะ
........
..........

เพราะเขามัวมองคนอื่น..
จนลืมมองตัวเอง...

ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/14361.html

..เพียงแค่พอ...

..เพียงแค่พอ...



..เพียงแค่พอ...

ความคิดอย่างหนึ่งที่ควรฝึกให้เกิดขึ้นประจำ
คือ... ความคิดที่ว่า “พอ” คิดให้รู้จักพอ
ผู้รู้จักพอจะเป็นผู้ที่มีความสบายใจ
ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักพอ... จะเป็นผู้ร้อนเร่า

ความไม่รู้จักพอ มีอยู่ได้แม้ในผู้มั่งมีมหาศาล
และความรู้จักพอ ก็มีได้แม้ในผู้ยากจน
ทั้งนี้ก็เพราะความพอเป็นเรื่องของใจ

คนรวยไม่รู้จักพอ... ก็เป็นคนจนอยู่ตลอดเวลา
คนจนรู้จักพอ... ก็เป็นคนมั่งมีอยู่ตลอดเวลา

: พระคติธรรม
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/14317.html

...ผู้ไม่เห็นคุณค่าของความเพียร...

...ผู้ไม่เห็นคุณค่าของความเพียร...



ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/14412.html

...จิตเป็นสมบัติสำคัญมาก...

...จิตเป็นสมบัติสำคัญมาก...



ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/14298.html

เห็นที่ไหน ถ้าไม่ใช่ที่ใจของเรา

เห็นที่ไหน ถ้าไม่ใช่ที่ใจของเรา



พระพุทธศาสนาสอนให้น้อมเข้ามาพิจารณาในตัวของเรานี้
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็อยู่ในตัวของเรา
สอนออกไปนอกนั้น นั่นไม่ใช่พุทธศาสนา มันเป็นโลก
เห็นอย่างไรเรียกว่า เห็นธรรม
เห็นภายนอกด้วยตาว่าตัวเราเป็นก้อนทุกข์
ทั้งเห็นภายในคือ เห็นชัดด้วยใจด้วย เห็นเป็นธรรมทั้งหมด
เราต้องพิจารณาให้ถึงสภาวะตามเป็นจริงของสังขาร
ให้เห็นชัดอย่างนั้นว่า มันเป็นเพียงสักแต่ว่าธาตุ
เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป มันไม่ใช่ตัวตนของเรา
เรามัวเมามันก็หลงนะซิ หลงสมมติว่าเป็นตัวเป็นตน
จิตธรรมชาติเป็นของผ่องใส
อาคันตุกะกิเลสมันพาให้เศร้าหมอง

ที่มาหัดทำสมาธิภาวนานี่ ก็เพื่อขัดเกลาให้กิเลสหมดสิ้นไป
เพื่อให้มันใสสะอาดคืนตามสภาพเดิม
ให้เห็นจิตเห็นใจของตน จิตเป็นอย่างไร ใจเป็นอย่างไร
ความรู้เรื่องของจิตของใจนี่แหละ เรียกว่า
“วิชชา” เกิดขึ้นแล้ว เป็นปัญญาเกิดขึ้นแล้ว

พระพุทธศาสนานี้ สอนมีจุดที่รวมได้ มีที่สุด หมดสิ้นสงสัย หมดเรื่อง
ไม่เหมือนวิชาชีพอื่น เขาสอนไม่มีที่สิ้นสุด
จึงว่า พุทธศาสนาสอนถึงที่สุด
แต่บุคคลผู้ทำตามนั้น ทำไม่ถึงที่สุด
จึงจำเป็นต้องทำสมาธิบ่อยๆ จนกว่ามันจะถึงที่สุด

พระพุทธเจ้าท่านสอนนั้น ตรงไปตรงมา แต่คนไม่ชอบ
บังไว้ปกปิดไว้ มันจึงไม่เห็นของจริง
พระองค์สอนตรงไปตรงมาเลย
ท่านบอกว่าร่างกายเหมือนกับซากอสุภะ
ท่านว่าอย่างนั้น เป็นของปฏิกูลโสโครก
มีคนใดมาพูดว่าเราสกปรกนี่ โกรธใหญ่ ไม่ชอบใจเลย

แท้ที่จริงนั้น แก่นสารของพุทธศาสนา
คือ การปฏิบัติกาย วาจา ใจ ของตนให้บริสุทธิ์
ตามคำสอนของพระพุทธองค์ที่จริง คำสอนของพระพุทธองค์ สอนของจริง
ให้เห็นตามเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่าง
พระพุทธเจ้าสอนให้เข้าใจตามเป็นจริง
ว่า สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจะด้วยกรรมวิธีใดๆ ก็ตาม
เกิดขึ้นแล้ว มันไม่เที่ยง แปรปรวนไป เป็นทุกข์
เมื่อผู้มาพิจารณาตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเห็นจริง
ดังนี้แล้ว ย่อมไม่ยึดมั่น ถือมั่น
เบื่อหน่าย ปล่อยวางในสิ่งเหล่านั้นได้แล้ว
ย่อมมองเข้ามาเห็นจิตของตนผ่องใส
คราวนี้เห็นจิตของตนแล้ว
เมื่อเห็นจิตแล้ว มองดูเฉพาะจิตนั้น ไม่มองดูทุกข์
จิตนั้นก็เป็นอันหนึ่ง ทุกข์กลายเป็นอันหนึ่งของมันต่างหาก
เมื่อมองลึกเข้าไปก็เห็นแต่ใจ คือมีอารมณ์อันหนึ่งของมันต่างหาก
จะไม่เกี่ยวข้องด้วยอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

พุทธศาสนาทั้งหมด ไม่ได้สอนที่อื่น นอกจาก “กายกับใจ”

ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/14297.html

...ปฏิบัติเพื่ออะไร...




ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/

บุญของการให้และช่วยชีวิต

บุญของการให้และช่วยชีวิต



ทุก ครั้งที่มีคนรอดชีวิตจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน เรือ รวมทั้งรอดจากการถูกทำร้าย ประชาชนส่วนมากไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อาสาสมัคร นักข่าว และผู้ประสบเหตุการณ์ที่ผ่านมา มักจะสอบถามว่า "ห้อยพระอะไร" หรือ "มีของดีของขลังอะไรติดตัว"

ขณะเดียวกัน ผู้รอดตายจำนวนไม่น้อยก็มักจะโชว์ของขลังที่ติดตัว ถ่ายลงหน้าปกหนังสือพิมพ์ชั้นนำหน้าหนึ่งให้เห็นอยู่เป็นประจำ

นอก จากนี้แล้ว ในคอลัมน์ "พระเครื่องคู่ใจคนดัง" ของหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" หลายท่านยืนยันว่า "วัตถุมงคลเคยแสดงปาฏิหาริย์ช่วยชีวิตตนเอง"

ถ้า เชื่อว่า พระเครื่องและวัตถุมงคลแสดงปาฏิหาริย์ได้ แล้วในกรณีของชาวต่างชาติ เขาก็มีอุบัติเหตุและมีคนรอดตายจากอุบัติเหตุ เขาเหล่านั้นไม่มีวัตถุมงคลหรือพระเครื่องของไทย หรือมีเครื่องรางของขลังทางศาสนาของเขาติดตัวแต่ก็รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เช่นกัน

ในขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยรอดตายโดยไม่มีวัตถุมงคลติดตัวเลยสักชิ้นเดียว ผู้ที่รอดตายเหล่านี้มีอะไรดีกว่าวัตถุมงคลหรือ

" ต้องเอาเรื่องบุญที่ทำไว้ในอดีตชาติและชาติปัจจุบันมาอธิบาย โดยเฉพาะบุญที่ว่าด้วยการช่วยชีวิตคน ช่วยชีวิตสัตว์ให้รอดตายอย่างหวุดหวิด บุญนี้จะติดตามตัวผู้นั้นไปและรอการส่งผลบุญอาจชาตินี้หรือชาติต่อๆ ไป เมื่อเขาผู้นั้นต้องตกอยู่ในอันตราย บุญที่เคยช่วยชีวิตคนให้รอดตายอย่างตายอย่างปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ว่า สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำทั้งดีและไม่ดี กุศลกรรมและ(อกุศลกรรม) และวิบากกรรม คือต้องได้รับผลของกรรมไม่ช้าก็เร็ว ไม่ชาตินี้ก็ชาติต่อๆ ไป"

นี่คือคำอธิบายของ พระอาจารย์เกษมสุข เขมสุโข พระลูกวัดประดู่ธรรมธิปัตย์ บางซื่อ กทม. พระนักจัดรายการวิทยุ และผู้แต่งเทศน์เพลง

ทั้ง นั้ พระอาจารย์เกษมสุข อธิบายให้ฟังว่า การช่วยชีวิตคนมี ๓ ประเภทใหญ่ๆ คือ ๑.การช่วยชีวิตคนด้วยกาย ๒. การช่วยชีวิตคนด้วยวาจา และ ๓. การช่วยชีวิตคนด้วยใจ การช่วยชีวิตคนด้วยกายกับวาจา ประชาชนท่านผู้อ่านพอจะเดาได้ เช่น หมอช่วยรักษาจนรอดตายหรือบางคนพูดช่วยจนคนหนึ่งไม่ต้องถูกฆ่าตาย เพราะคนนั้นมาพูดขอร้องไว้หรือขอชีวิตไว้ ทำให้เขาคนนั้นๆ รอดตาย

การ ช่วยชีวิตคนด้วยวาจาอีกวิธี เช่น เราว่ายน้ำไม่เป็นแต่พบคนตกน้ำ ตะโกนร้องให้คนอื่นมาช่วยแล้วมีคนมาช่วยทัน ถ้าเราไม่ตะโกนบอกคนที่มาช่วยเขา ไม่เห็นเหตุการณ์ จึงไม่ได้วิ่งมาช่วย คนนั้นก็จมน้ำตายไปแล้ว หรือพบไฟไหม้บ้านตึกแถวมีเด็กผู้หญิงติดลูกกรงเหล็ก ตะโกนบอกให้คนมาช่วยเป็นเหตุให้เขารอดตายจากไฟไหม้ หรือนั่งอยู่เห็นรถพุ่งเข้ามาบนฟุตบาทเข้าหาคนนั่งกินอาหารหันหลังให้รถ

คน เห็นเหตุการณ์ตะโกนบอกให้คนนั่งหลบรถ เขาจึงหลบทัน เขารอดตายหวุดหวิด เราได้บุญแบบช่วยชีวิตคนด้วยวาจาแต่ได้บุญน้อยกว่า คนที่ช่วยชีวิตคนด้วยกาย

เพราะ เขาทุ่มเทและเสี่ยงมากกว่าคนแค่ร้องตะโกน หรือรีบไปบอก ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนร้ายให้รีบหนี เพราะมีคนจะมาฆ่า หรือตำรวจจะมาทำวิสามัญฯ โจรรีบหนีไปได้หวุดหวิด คนมาบอกจะมาเองหรือโทรศัพท์มาบอกหรือส่งคนมาบอก อยู่ในกลุ่มช่วยชีวิตคนด้วยวาจา (มีทั้งคนดีและคนร้าย) บุญนี้จะติดตามตัวเขาไปอาจให้ผลในชาตินี้หรือชาติต่อๆ ไป

การ ช่วยชีวิตคนด้วยกาย มีหลายกรณี เช่น ขับรถผ่านไป พบผู้ประสบอุบัติเหตุ หลายคนไม่กล้าช่วย กลัวเลือดเปื้อนรถ กลัวตายในรถ กลัวผี กลัวถูกกล่าวหาว่าเป็นคนชนคนเจ็บ คนมีน้ำใจจิตเมตตาจึงช่วยคนเจ็บ ส่งโรงพยาบาล ถ้ามาถึงโรงพยาบาล ช้ากว่านี้ คนป่วยจะเสียชีวิต การช่วยชีวิตคนให้รอดตายด้วยกายอีกวิธี เช่น พบคนจะจมน้ำแล้วโดดลง ไปช่วยทำให้เขารอดตายอย่างหวุดหวิด

"การทำบุญด้วยชีวิต ถือว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ทุกคนทำได้ คือ การบริจาคโลหิต บริจาคพลาสม่า บริจาคอวัยวะ ร่วมทั้งบริจาคร่างกาย หลังจากหมดลมหายใจแล้ว เพื่อต่อชีวิตให้ผู้อื่น ส่วนการช่วยชีวิตสัตว์ก็มีอานิสงส์เช่นกัน เพียงแต่ว่าได้บุญน้อยกว่าการช่วยชีวิตคน" พระอาจารย์เกษมสุขกล่าว

ทั้ง นี้พระอาจารย์เกษมสุข ได้อธิบายถึงการช่วยชีวิตคนด้วยใจด้วยว่า ไม่ใช่ส่งใจไปช่วยใครแค่นี้ไม่สำเร็จผล การสำเร็จผลต้อง

ทำ ให้เขาผู้นั้นรอดชีวิตจาก อุบัติเหตุได้จริงด้วยพลังจิต พลังจิตจะต้องแก่กล้าถึงฌานสมาบัติ อย่างน้อยต้องได้ถึงฌาน ๔ ขึ้นไปแล้วอธิษฐานจิตลงไปในพระเครื่อง หรือวัตถุมงคลขอให้วัตถุมงคลนี้คุ้มครอง อุบัติเหตุอันตรายอย่างเกิดขึ้นกับผู้ที่มีติดตัว พระอาจารย์เกษมสุข พูดไว้อย่างน่าคิดว่า "เมื่อผ่านไปพบ ผู้ประสบอุบัติเหตุไม่ว่า ด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ จงหยุดช่วยเขาก่อน อย่าคิดว่าธุระไม่ใช่ เดี๋ยวคนอื่นๆ ก็จะมาช่วยเขาเอง การรอคนอื่นมาช่วยอาจะทำให้เขาเสียชีวิตก่อนที่จะถึงมือหมอก็ได้ และหากวันใดวันหนึ่งท่านต้องประสบอุบัติเหตุบ้าง ร้องขอให้คนมาช่วยชีวิตแล้วไม่มีใครช่วย ท่านอาจจะฉุกคิดได้ว่ารู้อย่างนี้น่าช่วยคนอื่นก่อน แต่มันก็สายไปเสียแล้ว"